ยูโร 2004 : เทพนิยายเจ้าภาพตายอนาถ

ยูโร 2004 : เทพนิยายเจ้าภาพตายอนาถ

               ถ้าฟุตบอล “ยูโร 1992” ที่เดนมาร์กคว้าแชมป์ได้เรียกว่า “เทพนิยาย” สำหรับฟุตบอล “ยูโร 2004” ก็สามารถใช้คำนี้ได้อย่างไม่เคอะเขิน เผลอๆ นี่อาจจะเป็นเทพนิยายเบอร์ใหญ่เวอร์กว่าตอนนั้นเสียอีก และที่สำคัญ มันเป็นเทพนิยายที่ทำเอาเจ้าภาพในครั้งนั้นน้ำตานองกันเลยทีเดียว

               เพราะว่านัดเปิดสนามและนัดชิงชนะเลิศ กรีซต้องโคจรมาเจอกับโปรตุเกสทั้ง 2 นัด เอาเป็นว่าเราจะพาย้อนกลับไปสู่เทพนิยายของ “กรีซ” ในฟุตบอล “ยูโร 2004” กัน

               กรีซกับฟุตบอลยูโรถือว่าเป็นเรื่องที่ห่างไกลกันพอสมควร เพราะก่อนหน้าที่จะผ่านเข้าสู่รอบสุดท้าย “ยูโร 2004” พวกเขาตกรอบคัดเลือกมา 5 ครั้งติดต่อกัน ตั้งแต่ “ยูโร 1984” ถึง “ยูโร 2000” ก่อนที่ในครั้งนี้จะผ่านรอบคัดเลือกด้วยการคว้าแชมป์ในรอบคัดเลือกกลุ่มเหนือสเปน

               ขณะที่ในส่วนของตัวผู้เล่น ก็แทบจะเรียกได้ว่าเป็นผู้เล่นที่ค้าแข้งในประเทศตัวเองซะส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น เธโอโดรอส ซาโกราคิส, อังเจลอส บาซินาส หรือยูร์คาส ไซตาริดิส ขณะที่นักเตะที่ค้าแข้งนอกประเทศ ก็นำโดย ไตรยานอส เดลลาส, อังเจลอส ชาริเตอัส และสเตลิออส ยานนาโคปูลอส

               ซึ่งด้วยผลงานช่วงที่ผ่านมาก็ไม่ได้ดีเด่อะไรมาก ทำให้ในการแบ่งโถจับฉลาก กรีซก็ถูกจัดให้อยู่ในโถ 4 ด้วยคะแนนค่าสัมประสิทธิ์ที่มากกว่าแค่ “ลัตเวีย” ทีมเดียว ซึ่งในการจับฉลาก กรีซก็ได้โอกาสดวลกับ “สเปน” อีกครั้ง หลังผลัดกันแพ้ชนะในรอบคัดเลือก นอกจากนี้ยังได้ “รัสเซีย” ร่วมกลุ่มบวกกับเจ้าภาพอย่าง “โปรตุเกส”

               โดยนัดเปิดทัวร์นาเมนท์ กรีซก็ได้ประเดิมสนามกับเจ้าภาพอย่าง “โปรตุเกส” ด้วยความคาดหวังของโปรตุเกสที่จะเปิดสนามด้วยการคว้า 3 แต้ม แต่กลายเป็นว่านี่เป็นการออกสตาร์ทที่เครื่องสะดุดซะอย่างนั้น เพราะกลายเป็นกรีซที่ออกนำไปก่อนตั้งแต่ไม่ถึง 10 นาที จากจอร์จอส คารากูนิส ก่อนที่อังเจลอส บาซินาส จะซัดจุดโทษให้กรีซหนีห่างในช่วงต้นครึ่งหลัง ยังดีที่คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่เพิ่งจะอายุเพียง 19 ปีในวันนั้นมาซัดประตูตีไข่แตกให้เจ้าภาพไม่ต้องแพ้แบบเสียหน้ามากนัก

               ขณะที่ในนัดที่ 2 กรีซก็ยังทำผลงานได้ดีต่อเนื่อง เสมอสเปนได้ 1-1 จากลูกตีเสมอของอังเจลอส ชาริเตอัส ก่อนปิดท้ายรอบแบ่งกลุ่มด้วยการพ่ายรัสเซียที่ตกรอบไปแล้ว 1-2 ซึ่งลูกตีไข่แตกของซีซิส ฟรีซาส ทำให้ทีมคว้ารองแชมป์กลุ่มเหนือสเปนที่แม้จะลูกได้เสียเท่ากัน แต่เป็นกรีซที่ยิงประตูได้มากว่า โดยตามหลังเจ้าภาพอย่าง “โปรตุเกส” เข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้าย

               การคว้ารองแชมป์กลุ่มเอ ทำให้กรีซต้องโคจรมาเจอกับ “ฝรั่งเศส” แชมป์กลุ่มบี และเป็นแชมป์เก่า “ยูโร 2000” ซึ่งถ้าว่ากันตามคุณภาพนักเตะ ทุกคนก็คิดว่ากรีซไม่น่ารอด เพราะฝรั่งเศสนำทัพมาโดยซีเนอดีน ซีดาน, ปาทริค วิเอร่า และอันดับ 2 บัลลงดอร์อย่างเธียร์รี่ อองรี อีกทั้งช่วงเวลาดังกล่าว ฝรั่งเศสยังเป็นเบอร์ 2 ของโลกใน ฟีฟ่า แรงค์กิ้ง

               แต่กลายเป็นว่านี่คือ 1 ในแมทช์พลิกล็อคชนิดหักปากกาเซียแทบทั้งโลก เมื่อกลายเป็นกรีซที่คว่ำฝรั่งเศส 1-0 จากลูกโห่มงของอังเจลอส ชาริเตอัส พาทีมทะยานสู่รอบรองชนะเลิศ

               ในรอบรองชนะเลิศ กรีซต้องโคจรมาพบกัน “สาธารณรัฐเช็ค” ที่เคยสร้างปรากฏการณ์คว้ารองแชมป์ “ยูโร 1996” แถมยังมีกองหน้าที่ทำประตูทุกนัดในทัวร์นาเมนท์นี้อย่างมิลาน บารอส ลงสนาม แต่กลายเป็นว่านี่เป็นนัดเดียวที่บารอสไม่สามารถทำประตูได้ เมื่อกลายเป็นกรีซที่เอาชนะได้ในช่วงต่อเวลาพิเศษ 1-0 จากลูกโหม่งของไตรยานอส เดลลัส และนั่นเป็นประตูพากรีซเข้าสู่นัดชิงชนะเลิศฟุตบอลระดับเมเจอร์เป็นครั้งแรก

               ถึงตอนนี้ เชื่อว่าใครก็คงไม่อาจมองข้ามกรีซไปได้แน่ๆ แต่ก็เชื่อว่าไม่น่าจะไปถึงถ้วยแชมป์ได้ เพราะคู่แข่งของเขาคือเจ้าภาพอย่าง “โปรตุเกส” ที่หวังจะล้างแค้น หลังทำลายงานเปิดทัวร์นาเมนท์อย่างเจ็บแสบ

               ถ้าว่ากันด้วยชื่อชั้นนักเตะ โปรตุเกสดูมีภาษีดีกว่ากรีซพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นนักเตะในประเทศจากทีมแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อย่าง “เอฟซี ปอร์โต้” ไม่ว่าจะเป็นเดโก้, ริคาร์โด้ คาร์วัลโญ่ หรือมานิเช่ รวมไปถึงดาวดังอย่างหลุยส์ ฟิโก้ และดาวเตะที่กำลังจะดังอย่างคริสเตียโน่ โรนัลโด้

               เกมในสนามก็เป็นไปตามที่คาด เจ้าภาพอย่าง “โปรตุเกส” มาด้วยเกมรุกจากเหล่าตัวรุกที่จัดลงสนาม แต่ก็ไม่ผ่านเกมรับที่เหนียวแน่นของกรีซ ที่ทั้งทัวร์นาเมนท์เสียไปเพียง 4 ประตู และเกิดขึ้นในรอบแบ่งกลุ่มทั้งหมด ก่อนที่ในครึ่งหลัง กรีซจะช็อคแฟนบอลเจ้าภาพซ้ำสอง ด้วยลูกโหม่งของ อังเจลอส ชาริเตอัส ในช่วงยังไม่ผ่าน 1 ชั่วโมงของเกม และแม้จะเปลี่ยนตัวรุกทั้งรุย คอสต้า และนูโน่ โกเมส ลงมาเพื่อที่จะโหมเกมรุกบุกเข้าใส่ แต่เกมรับของกรีซก็ยังต้านทานไหว ก่อนจะจบ 90 นาทีด้วยการคว้าแชมป์ “ยูโร 2004” อย่างยิ่งใหญ่

               จากทีมที่อัตราต่อรองในการคว้าแชมป์ก่อนเริ่มทัวร์นาเมนท์อยู่ที่ 1 ต่อ 150 แต่จบด้วยการคว้าแชมป์ ถ้าไม่ให้เรียกว่า “เทพนิยาย” แล้วคุณจะให้เรียกว่าอะไร…

Leave a Reply