Single Blog Title

This is a single blog caption

ยูโร 2024 กับถ้วยแชมป์ที่เจ้าภาพจะพลาด (อีกมั้ย) ตอนที่ 2

               มาถึงตอนที่ 2 กับเจ้าภาพที่ไปไม่ถึงถ้วยแชมป์ “ฟุตบอลยูโร” สักที

ยูโร 1996

               ฟุตบอลยูโรครั้งนี้กลับสู่ถิ่นที่ใครๆ ก็เรียกว่า “Home of Football” อย่าง “อังกฤษ” ซึ่งนี่เป็นครั้งแรกที่ฟุตบอลยูโร เพิ่มจำนวนทีมจาก 8 ทีม เป็น 16 ทีม โดยที่อังกฤษอยู่ในสายที่ไม่แข็งมากนักเมื่อได้เพื่อนร่วมกลุ่มอย่างสวิตเซอร์แลนด์, เนเธอร์แลนด์ และคู่รักคู่แค้นอย่าง “สกอตแลนด์”

               ถึงกระนั้นก็ตาม อังกฤษก็เริ่มต้นทัวร์นาเมนท์ได้ไม่ค่อยดีซะอย่างนั้น เมื่อถูกสวิตเซอร์แลนด์ตีเสมอช่วงท้ายเกมในนัดเปิดสนาม ก่อนที่นัดต่อมาจะเปิดศึกกับคู่รักคู่แค้นอย่าง “สกอตแลนด์” และเป็นฝ่ายขึ้นนำไปก่อนในช่วงต้นครึ่งหลังจาก อลัน เชียร์เรอร์ และแม้ว่าช่วง 15 นาทีสุดท้ายทีมจะเสียลูกจุดโทษ แต่ แกรี่ แม็คอัลลิสเตอร์ ก็ยิงไปติดเซฟของ เดวิด ซีแมน ก่อนที่หลังจากนั้น พอล แกสคอยน์ จะยิงประตูย้ำชัย การันตีเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้าย และเลือกที่จะจูงมือเนเธอร์แลนด์ตามเข้าไปด้วยกันในนัดสุดท้าย

               ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย อังกฤษต้องโคจรมาพบกับสเปน รองแชมป์กลุ่มบี ในสนามเวมบลีย์ ท่ามกลางสายตาแฟนบอลกว่า 75,000 คน แต่กลายเป็นว่าเกมต้องลากยาวไปถึงการดวลจุดโทษ ก่อนที่ เดวิด ซีแมน จะเป็นฮีโร่เซฟจุดโทษของ มิเกล อังเคล นาดาล พาทีมทะลุถสู่รอบรองชนะเลิศ โดยมีด่านสำคัญอย่าง “เยอรมนี” อีกหนึ่งคู่รักคู่แค้นรออยู่

               อังกฤษกับเยอรมนีถือว่าเป็นคู่พิพาทกันมาตั้งแต่นัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 1966 กับลูกที่เข้าประตู (หรือเปล่า) ของเจฟฟ์ เฮิร์สท์ หลังจากนั้นก็เป็นเยอรมันที่เอาคืนได้เกือบจะทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอลโลก 1970 หรือฟุตบอลโลก 1990 ดังนั้น นัดนี้อังกฤษจึงหวังจะใช้เสียงแฟนบอลกว่า 75,000 คนเพื่อปลุกขวัญกำลังใจ ซึ่งดูเหมือนจะเริ่มต้นได้ดีจากการขึ้นนำโดย อลัน เชอร์เรอร์ ใน 3 นาทีแรก แต่ก็ถูกตีเสมออย่างรวดเร็วจาก สเตฟาน คุนท์ซ และจบด้วยสกอร์ดังกล่าว ก่อนจะลากยาวถึงการดวลจุดโทษ และ 1 เดียวที่พลาดของอังกฤษ คือผู้จัดการทีมชาติอังกฤษคนปัจจุบันอย่าง “แกเร็ธ เซาธ์เกต” ที่ยิงไปติดเซฟ อันเดรียส ค็อปเค่ และส่งให้เยอรมนีเข้าไปคว้าแชมป์สมัยที่ 3

ยูโร 2000

               ฟุตบอลยูโรครั้งนี้มีสิ่งที่แตกต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา นั่นคือการที่มีเจ้าภาพร่วม โดยเป็นเบลเยี่ยมและเนเธอร์แลนด์รับหน้าเสื่อในครั้งนี้  ซึ่งผลงานของทั้ง 2 ทีมถือว่าต่างกันสุดขั้ว โดยเป็นทางเบลเยี่ยมที่ทำผลงานได้น่าผิดหวัง แม้ว่าจะเปิดสนามเฉือนสวีเดน 2-1 แต่ 2 นัดหลังจากนั้นกลับพ่ายทั้งอิตาลีและตุรเคียด้วยสกอร์ 0-2 ทั้ง 2 นัด

               ขระที่เนเธอร์แลนด์เปิดสนามด้วยการเฉือนรองแชมป์เก่าอย่างสาธารณรัฐเช็ค จากจุดโทษในนาทีสุดท้ายของ แฟรงค์ เดอ บัวร์ ก่อนจะถล่มแชมป์ยูโร 1992 อย่างเดนมาร์ค 3-0 และปิดท้ายด้วยการเฉือนฝรั่งเศส 3-2 จากประตูชัยของ เบาเดอไวจน์ เซนเด้น เก็บ 9 แต้มเต็มคว้าแชมป์กลุ่มดี โดยที่ด่านไปคือรองแชมป์กลุ่มซีอย่าง “ยูโกสลาเวีย”

               แต่กลายเป็นว่านัดนี้กลายเป็นงานง่ายของเนเธอร์แลนด์ เมื่อทีมเดินหน้าปูพรมถล่มยูโกสลาเวีย 6-1 จากแฮททริคของ พาทริค ไคลเวิร์ต บวกกับ 2 ประตูของ มาร์ค โอเวอร์มาร์ส และการทำเข้าประตูตัวเองของ เดยัน โกเวดาริก้า กรุยทางสู่รอบรองชนะเลิศซึ่งมีอิตาลีรออยู่

               เมื่อ 12 ปีก่อนในฟุตอบลยูโร 1988 เนเธอร์แลนด์ก้าวไปถึงแชมป์ โดยมี แฟรงค์ ไรจ์การ์ด เป็นหัวใจในแนวรับ และครั้งนี้เจ้าตัวก็หวังที่จะทำให้ได้อย่างนั้นเช่นกันในฐานะกุนซือ ซึ่งทุกอย่างก็เหมือนจะเป็นอย่างนั้นเมื่อคู่แข่งอย่างอิตาลีเหลือผู้เล่นเพียง 10 คนตั้งแต่ครึ่งแรก แต่ไม่ว่าด้วยความกดดันหรืออะไรก็ตามแต่ ทำให้เกมต้องลากยาวถึงช่วงการดวลจุดโทษ

แม้ว่า เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์ จะเซฟลูกจุกโทษของเปาโล มัลดินี่ได้ก็ตาม แต่ที่แย่ยิ่งกว่า คือการที่ทีมยิงจุดโทษได้แค่ลูกเดียวจาก พาทริค ไคลเวิร์ต ก่อนที่ทั้ง แฟรงค์ เดอ บัวร์, ยาป สตัม และ พอล บอสเวลท์ จะพลาดจุดโทษทั้งหมด และดับฝันการเข้าไปคว้าแชมป์ในฐานะผู้เล่นและผู้จัดการทีมของ แฟรงค์ ไรจ์การ์ด

Leave a Reply