ยูโร 2024 กับถ้วยแชมป์ที่เจ้าภาพจะพลาด (อีกมั้ย) ตอนที่ 1

ยูโร 2024 กับถ้วยแชมป์ที่เจ้าภาพจะพลาด (อีกมั้ย) ตอนที่ 1

               ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2024 หรือ “ยูโร 2024” เป็นหนึ่งในทัวร์นาเมนท์ระดับชาติ ที่ใครๆ ต่างก็คาดหวังที่จะคว้าแชมป์มาประดับบารมี โดยเฉพาะทีมที่ได้รับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพ ซึ่งครั้งนี้เยอรมนีรับหน้าสื่อเป็นเจ้าภาพ

แต่ในความเป็นจริง มันกลับไม่ง่ายอย่างนั้น เพราะหากเราลองย้อนกลับไปดูทัวร์นาเมนท์นี้ ถ้วยแชมป์กับทีมเจ้าภาพ ดูเหมือนจะเป็นเส้นขนานกันอยู่ (ไม่นับฟุตบอลยูโร 2020 ที่เจ้าภาพเยอะซะเหลือเกิน) เพราะชาติสุดท้ายที่เป็นเจ้าภาพแล้วได้ชูถ้วยนี้ คือ “ฝรั่งเศส” ในศึก “ยูโร 1984” แล้วครั้งต่อจากนั้นล่ะ ผลงานทีมเจ้าภาพเป็นยังไงกันบ้าง เราจะพาย้อนไปดูกัน ซึ่งเราจะแบ่งเป็น 4 ตอน เพราะเจ้าภาพต่อจากเมื่อ “ยูโร 1984” มันเยอะซะเหลือเกิน

 “ยูโร 1988” ฟุตบอลยูโรครั้งนี้ เยอรมันตะวันตกรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ พร้อม 7 ชาติที่ผ่านรอบคัดเลือกอย่าง เดนมาร์ค, สหภาพโซเวียต, อังกฤษ, สาธารณรัฐไอร์แลนด์, อิตาลี, เนเธอร์แลนด์ และสเปน ขาดเพียง “ฝรั่งเศส” ที่ตกรอบคัดเลือก ดดยที่ในรอบแบ่งกลุ่ม เยอรมันตะวันตกอยู่ร่วมสายกับอิตาลี, เดนมาร์ก และรองแชมป์เก่าอย่าง “สเปน” ซึ่งด้วยศักยภาพระดับรองแชมป์ฟุตบอลโลก 1986 ก็ถือว่าไม่ใช่งานยากในการผ่านรอบแบ่งกลุ่ม อีกทั้งยังถีบสเปนตกรอบในนัดสุดท้ายอีกต่างหาก โดยเส้นทางในรอบต่อไป คือ “เนเอร์แลนด์” ที่คว้ารองแชมป์กลุ่มบี ในรอบรองชนะเลิศ เยอรมันภายใต้การคุมทีมของ “แดร์ ไกเซอร์” ฟร้านซ์ เบคเคนเบาเออร์ จัดทัพเต็มอัตรา นำโดยคู่กองหน้าอย่าง “รูดี้ โฟลลเอร์” และ “เจอร์เก้น คลินส์มัน” ร่วมด้วย “”โลธ่าร์ มัทเธอุส ที่สวมปลอกแขนกัปตันทีม ปะทะกับสุดยอดบรมครูอย่าง “ไรนุส มิเชล์” ที่จัดคู่หน้าจากเอซี มิลาน ทั้ง “มาร์โก พาน บาสเท่น” และ “รุด กุลลิท” บวกกับคู่กองหลังอย่าง “โรนัลด์ คูมัน” และ “แฟรงค์ ไรจ์การ์ด” ซึ่งรูปเกมก็เหมือนจะไปได้ดี หลังจากขึ้นนำไปก่อนในช่วงต้นครึ่งหลังจากจุดโทษของ โลธาร์ มัทเธอุส แต่กลายเป็นว่าในช่วง 20 นาทีสุดท้าย โรนัลด์ คูมัน ซัดจุดโทษตีเสมอให้เนเธอร์แลนด์ ก่อนที่ในช่วง 2 นาทีสุดท้าย มาร์โก ฟาน บาสเท่น จะยิงประตูชัย ถีบเจ้าภาพตกรอบรองชนะเลิศ พร้อมทะยานเข้าชิงชนะเลิศและคว้าแชมป์มาครองได้สำเร็จ “ยูโร 1992” หนนี้ได้ “สวีเดน” รับหน้าสื่อเป็นเจ้าภาพ พร้อมความวุ่นวายก่อนเริ่มทัวร์นาเมนท์ เมื่อ “ยูโกสลาเวีย” จำเป็นต้องถอนตัวก่อนทัวร์นาเมนท์จะเริ่มไม่ถึง 2 สัปดาห์ ซึ่งก็ได้ “เดนมาร์ค” เสียบแทนที่ รวมกับอีก 6 ชาติอย่าง ฝรั่งเศส, อังกฤษ, สกอตแลนด์, เยอรมนี และแชมป์เก่าอย่าง “เนเธอร์แลนด์” รวมถึงสหภาพโซเวียต ที่ใช้ชื่อในนาม “ซีไอเอส” โดยที่ในรอบแบ่งกลุ่ม สวีเดนถือว่าทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม คว้าแชมป์กลุ่มเอ เหนือทีมยักษ์ใหญ่อย่างฝรั่งเศสและอังกฤษ โดยมีงานยากอย่างแชมป์ยูโร2024 2 สมัยอย่าง “เยอรมนี” รออยู่ แม้ศักยภาพผู้เล่นจะเป็นรอง แต่เจ้าภาพอย่าง “สวีเดน” ก็คาดหวังว่าจะใช้เสียงเชียร์ในสนามกว่า 28,000 คน เพื่อข่มขวัญคู่แข่ง แต่มันไม่เป็นอย่างนั้น กลายเป็นว่าออกสตาร์ทไม่ถึง 15 นาที โธมัส เฮสเลอร์ ก็ยิงขึ้นนำให้เยอรมนี ซ้ำร้ายยังเสียลูก 2 ในช่วงยังไม่ผ่าน 1 ชั่วโมง จากคาร์ล-ไฮนซ์ รีดเล่ และแม้ว่าโทมัส โบรลิน จะยิงจุดโทษตีไข่แตกให้ทีมก็ตาม แต่การเสียประตูในนาที 88 ให้คาร์ล-ไฮนซ์ รีดเล่ อีกครัง ก็ทำให้รูปเกมห่างออกไปอีกครั้ง แม้เคนเน็ธ แอนเดอร์สัน จะยิงตีตื้นในนาทีต่อมาก็ตาม แต่ก็ไม่ทันการณ์ กลายเป็นอีก 1 ในเจ้าภาพที่ไปไม่ถึงถ้วยแชมป์อีกครั้ง ในตอนหน้า เราจะพาไปพบกับอีกเจ้าภาพ 2 สมัย ที่ยังไปไม่ถึงถ้วยแชมป์อยู่ดี ไม่ว่าจะเป็น “อังกฤษ” และเจ้าภาพร่วมอย่าง “เบลเยี่ยม” และ “เนเธอร์แลนด์” พบกันใน ยูโร2024

Leave a Reply